ร้านอาหาร ไทย จีน อิสาน และยุโรป ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความอร่อย ใจกลางเมืองอุบลราชธานี
วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
กระเทียมของดีมีประโยชน์ อย่าเขี่ยทิ้ง!!
กระเทียม...สรรพคุณเขาไม่ธรรมดา เพราะกระเทียมสดเป็นอาหารหรือเครื่องเทศที่เปี่ยมไปด้วยสารพฤกษเคมีที่ได้จากพืชเท่านั้น และยังมีสารโดดเด่นประจำตัวที่หากินไม่ได้จากอาหารชนิดไหน เรียกได้ว่าต้องกินกระเทียมเท่านั้นแหละถึงจะได้คุณค่าทางสารอาหารเหล่านี้ไป และใครอยากรู้ว่าประโยชน์ของกระเทียมช่วยลดความเสี่ยงโรคอะไรได้บ้าง เลื่อนลงมาอ่านข้างล่างได้เลย
กระเทียม (ภาษาอังกฤษ: Garlic ชื่อวิทยาศาสตร์: Allium sativum Linn) ในการทำกับข้าวในแต่ละมื้อนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ขาดไม่ได้เลย อาหารมื้อไหนถ้าไม่ได้ใส่ ก็จะทำให้อาหารนั้นขาดรสชาติ ไม่อร่อย กระเทียมมีประโยชน์มากมาย หลายประการ และยังเป็นสมุนไพร ที่สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้อีกด้วย กระเทียมมีสรรพคุณใช้ในการรักษากลากเกลื้อน และอีกหลายๆ อย่าง มาดูกันเลยครับ
ประโยชน์ของกระเทียม
ประโยชน์ทางตรง
ใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร แกงทุกชนิด ผัด ทอด เป็นต้น การทำอาหารทุกอย่างจะต้องมีกระเทียม เป็นส่วนประกอบ จะขาดไม่ได้
ประโยชน์ทางอ้อม
กระเทียมมีสรรพคุณเป็นยาใช้ในการรักษาโรค กระเทียมมีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเรา การที่เราทานอาหารทุกมื้อนั้น จะมีกระเทียมอยู่ และเป็นยาไปในตัวอีกด้วย กระเทียมยังสามารถรักษาแผลที่เน่าเปื่อย ที่เป็นหนอง ขจัดพิษสารตะกั่ว และยังมีสรรพคุณในการป้องกันโรคเบาหว่านได้อีกด้วย
1. ลดไขมัน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
สารสำคัญที่พบเฉพาะในกระเทียมเท่านั้นคือสารอัลไลซิน ซึ่งเป็นสารที่มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ไม่เกิน 10% ของคอเลสเตอรอลทั้งหมดในร่างกาย จึงสามารถบอกได้ว่ากระเทียมมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจได้ส่วนหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ และพฤติกรรมของแต่ละบุคคลด้วยที่จะบ่งชี้ได้ว่าความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจมีอยู่มาก-น้อยแค่ไหน
2. บรรเทาอาหารหวัด
ในตำรับยาสมุนไพรไทยบอกไว้ว่า กระเทียมมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการหวัด เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยในกระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส อีกทั้งกระเทียมยังเป็นสมุนไพรรสเผ็ดร้อน ช่วยขยายทางเดินหายใจ ทำให้หายใจสะดวกขึ้น
ทั้งนี้กระเทียมยังมีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบ กระเทียมจึงเป็นสมุนไพรอีกตัวที่ช่วยบรรเทาอาการไอแบบมีเสมหะได้ โดยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไอมากขึ้น แนะนำให้ใช้กระเทียมและขิงสดอย่างละเท่ากัน ตำละเอียดแล้วละลายกับน้ำอ้อยสด เสร็จแล้วคั้นจนได้น้ำสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดมาจิบแก้ไอ ขับเสมหะ และทำให้เสมหะแห้ง หรือจะคั้นกระเทียมกับน้ำมะนาว แล้วเติมเกลือใช้จิบหรือกวาดคอก็ได้
3. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
กระเทียมเป็นพืชที่มีไฟเบอร์อยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำและไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำ ซึ่งไฟเบอร์ที่อยู่ในกระเทียมมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่ทั้งนี้ควรกินกระเทียมสดที่ยังไม่ถูกการปรุงสุก เพราะความร้อนจะลดคุณค่าทางสารอาหารในกระเทียม ส่งผลให้สรรพคุณของกระเทียมลดน้อยลง
4. ลดอาการแน่นท้อง จุกเสียด
มีการวิจัยพบว่ากระเทียมมีสาร Gastroenteric allechalcone ซึ่งมีฤทธิ์เพิ่มการบีบตัวของลำไส้จึงช่วยลำเลียงอาหารในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ทำให้เกิดการขับลม ลดอาการแน่นท้อง จุกเสียดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อยได้ อีกทั้งเมื่อรับประทานกระเทียมสดเข้าไปจะช่วยเพิ่มน้ำย่อยและน้ำดีได้อีกด้วย โดยขนาดรับประทานกระเทียมเพื่อขับลมให้ใช้กระเทียมสด 5-10 กลีบ รับประทานหลังอาหารหรือพร้อมอาหาร
5. รักษากลากเกลื้อนที่เกิดจากเชื้อรา
เนื่องจากน้ำมันสกัดจากกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรีย ดังนั้นโรคผิวหนังอย่างกลาก เกลื้อน กระเทียมก็สามารถบรรเทาอาการให้ได้ โดยให้ใช้กระเทียมสด ฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ถูบริเวณผิวหนังที่เป็นกลาด เกลื้อน วันละ 2 ครั้ง หลังจากนั้นให้ขูดผิวด้วยไม้บาง ๆ ที่ทำการฆ่าเชื้อแล้ว (แช่แอลกอฮอล์ 70% หรือต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที) พอให้ผิวเป็นสีแดงอมชมพูแล้วจึงทายารักษากลาก เกลื้อนทับอีกครั้ง วิธีนี้จะช่วยให้ยาซึมลงบนผิวหนังได้ดีขึ้น
6. ลดอาการคัน ลดพิษแมลงสัตว์กัดต่อย
น้ำมันในกระเทียมสามารถนำมาทาลดพิษคันจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ โดยใช้กระเทียมสดทุบพอมีน้ำออก แล้วนำกลีบกระเทียมมาทาถูจุดที่โดนแมลงสัตว์กัดต่อย
นอกจากนี้กระเทียมยังเป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติซึ่งระบุการใช้กระเทียมในตำรับยาแก้ลมอัมพฤกษ์ ซึ่งมีส่วนประกอบของหัวกระเทียมร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า บรรเทาอาการเหน็บชา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม มีคำแนะนำว่า ไม่ควรทานกระเทียมสดในปริมาณที่มากเกินไปนะคะ โดยสามารถทานกระเทียมขนาดกลาง ๆ ได้ไม่เกินวันละ 1 หัว เพราะถ้าทานมาก ๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานอาจจะทำให้เกิดโลหิตจาง หรือภาวะเลือดแข็งตัวช้าได้ ดังนั้นในคนไข้ที่ต้องเข้าผ่าตัด หรือผู้ป่วยที่ทานยาลดการแข็งตัวของเลือดอยู่ จึงไม่ควรรับประทานกระเทียม
วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561
“กระชาย” ราชาแห่งสมุนไพร
สมุนไพรที่ช่วยในเรื่องของการระบาย และยังสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารเมนูเด็ดต่างๆ ก็คงต้องยกให้กระชาย เนื่องจากกระชายเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ให้ประโยชน์ทั้งในด้านของการทำอาหาร การนำมาใช้ในการรักษาโรค และยังให้ประโยชน์อีกหลายๆ ด้าน อยากรู้ว่ากระชายมีดีอะไรบ้าง เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ
กระชายกระชายถือเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลโสม มีสรรพคุณเป็นสมุนไพรที่เหมือนกับโสม แต่จะมีการระบายออกตามธรรมชาติ ซึ่งต่างจากโสมที่จะไม่มีการระบายออก แต่จะติดค้างและหมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือด ในส่วนของประเภทของสมุนไพรกระชายนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ชนิดด้วยกันคือ กระชายดำ กระชายแดง และกระชายเหลือง นอกจากนี้กระชายถือเป็นสมุนไพรที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีการนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู ในปัจจุบันนี้คนจีนก็ได้หันมากินกระชายแทนโสมกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีราคาที่ถูก สามารถหาซื้อได้ง่าย และยังปลอดภัยต่อร่างกายอีกด้วย
ประโยชน์ของกระชาย
1.เป็นเครื่องดื่มบำรุงร่างกาย
กระชายสามารถนำเอามาทำเป็นเครื่องดื่มบำรุงได้เป็นอย่างดี เพียงนำกระชายมาปั่นกับน้ำแล้วดื่ม วิธีนี้นอกเหนือจากจะช่วยบำรุงร่างกายได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย ทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้ดี
2.บำรุงเส้นผมให้มีความแข็งแรง
สำหรับใครที่มีปัญหาในเรื่องเส้นผมเสียหรือบาง บอกเลยว่ากระชายมีคุณสมบัติช่วยในการทำให้เส้นผมกลับมาแข็งแรงได้เหมือนเดิม แถมยังสามารถเปลี่ยนผมขาวให้กลับมาดำเงางามได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหาผมบางอย่างน่ากลุ้มใจให้กลับมาหนาขึ้นอย่างมีสุขภาพดี และที่สำคัญยังช่วยแก้ปัญหาผมหงอกและผมร่วงได้อีกด้วย
3.ช่วยดับกลิ่นคาวของอาหาร
หากมีปัญหาในระหว่างที่ทำอาหารอย่างเช่น อาหารมีกลิ่นคาวจนเกินไป แนะนำให้เอารากของกระชายมาดับกลิ่น รับรองได้ผลอย่างแน่นอน เพราะรากกระชายจะช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อและปลา โดยเฉพาะปลาไหล ปลาดุก ปลากุลา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการทำให้อาหารมีกลิ่นที่หอมและยังให้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์จนน่าลิ้มลองเลยทีเดียว
4.ช่วยกำจัดแมลง
ใครที่มักมีปัญหากับแมลงที่มากวนใจบ่อยๆ และไม่รู้จะใช้วิธีไหนที่ปลอดภัยกับคนในบ้าน ขอบอกเลยว่ารากกระชายช่วยได้ แค่เพียงเอารากกระชายมาตำกับตะไคร้ ข่า หอมแดง และใบสะเดาแก่ จากนั้นนำมาผสมเข้ากับน้ำ ฉีดตามบริเวณที่มีแมลงมารบกวน แค่นี้ก็ช่วยให้คุณปลอดภัยจากแมลงและยาที่ใช้ในการกำจัดแมลงได้แล้ว
5.ช่วยต้านการอักเสบ
อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่ากระชายนั้นมีฤทธิ์ที่ช่วยในการต้านการอักเสบ ซึ่งหากทานกระชายเป็นประจำ ก็ย่อมได้ผลคล้ายกับการทานยาแอสไพรินนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่ามันช่วยป้องกันการเกิดโรคที่มีสาเหตุจากการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี
6.ช่วยรักษาสารพัดโรค
นอกเหนือจากประโยชน์ที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว กระชายและส่วนต่างๆ ของมันยังมีส่วนช่วยในการรักษาโรคต่างๆ ได้อีกมากมาย เช่น แก้อาการวิงเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก บำรุงกระดูก ป้องกันไม่ให้กระดูกเปราะบาง บำรุงสมอง ปรับสมดุลของความดันโลหิต ช่วยแก้โรคในปาก ไม่ว่าจะเป็น ปากเปื่อย ปากแห้ง ปากเป็นแผล แก้บิด รักษาอาการท้องเดินในเด็ก รักษาโรคกระเพาะ ช่วยบำรุงตับ บำรุงไตให้แข็งแรงและสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยป้องกันไทรอยด์เป็นพิษได้อีกด้วย
7.แก้ฝ้าขาวในช่องปาก
ใครที่มีปัญหาเรื่องฝ้าขาวในช่องปาก สามารถรักษาให้หายได้ด้วยรากกระชาย โดยนำรากกระชายมาล้างให้สะอาด จากนั้นนำมาบดให้ละเอียดโดยไม่ต้องปอกเปลือก ใส่ในขวดปิดฝาให้เรียบร้อยแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น นำมาทานก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนชา วันละ 3 มื้อ ก่อนอาหารประมาณ 15 นาที ทานติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ฝ้าขาวที่เกิดขึ้นในช่องปากจะหายไป
8.แก้อาการท้องร่วงและท้องเดิน
หากมีอาการท้องร่วงและท้องเดิน แนะนำให้ใช้เหง้ากระชายสดประมาณ 1-2 เหง้า โดยนำเหง้าไปปิ้งแล้วนำมาฝนหรือตำให้ละเอียด ผสมเข้ากับน้ำปูนใส ทานวันละ 1-2 ช้อนชา แค่นี้ก็ช่วยให้อาการดังกล่าวหายดีขึ้น
9.รักษาโรคน้ำกัดเท้า
เริ่มจากการนำรากกระชายทั้งเปลือกมาล้างให้สะอาด แล้วนำไปผึ่งแดดให้แห้ง ฝานรากให้เป็นแว่นๆ แล้วนำมาบดให้เป็นผงหยาบๆ จากนั้นนำน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกมาอุ่นในหม้อ เติมผงรากกระชายที่ได้ โดยอัตราส่วนควรให้น้ำมันมีปริมาณที่มากกว่าผงรากกระชายประมาณ 3 เท่า หุงด้วยไฟอ่อนประมาณ 15-20 นาที แล้วนำมากรองรากกระชายออก เก็บส่วนที่เป็นน้ำมันไว้เพื่อใช้สำหรับทาที่บริเวณที่เกิดแผลน้ำกัดเท้า จะช่วยรักษาแผลดังกล่าวได้
ข้อควรระวังในการกินและการใช้กระชาย
👉ไม่ควรทานกระชายต่อเนื่อง หรือติดต่อกันเป็นเวลานาน เนื่องจากกระชายมีฤทธิ์ร้อน จึงอาจส่งผลให้เกิดอาการของโรคร้อนใน หรือแผลในปากตามมา
จากการศึกษาพบว่า การบริโภคกระชายในปริมาณมาก มีผลทำให้เกิดปัญหาเหงือกร่นและเกิดภาวะใจสั่นได้
ฤทธิ์ของกระชาย มีผลต่อการทำงานของตับ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับทุกชนิดไม่ควรบริโภคกระชายเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น หรือไม่ก็ควรบริโภคให้น้อยที่สุด
สมุนไพรทุกชนิด ไม่ใช่แค่กระชายเท่านั้นล้วนแต่เป็นยารักษาโรคที่ดี และในขณะเดียวกัน ถ้าหากใช้มากเกินไปก็อาจจะกลายเป็นยาพิษสำหรับร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นจึงควรบริโภคแต่พอเหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกาย
วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
หอมหัวใหญ่ที่ไม่ได้ใหญ่แค่ชื่อ
วันนี้เรามีเรื่องราวเกี่ยวกับฟหัวหอมมาแบ่งปัน ในช่วงที่โรคไข้หวัดมาแรง ทำให้คนติดโรคไข้หวัดใหญ่เยอะมาก หัวหอมช่วยป้องการโรคไข้หวัดใหญ่ได้ และ “Health Times” ก็เคยมีรายงานว่า หอมหัวมีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้อย่างดี และชาวต่างชาติส่วนใหญ่ก็ชอบทานหัวหอมทั้งนั้น มาทำความรู้จักสรรพคุณขอหอมหัวใหญ่กันเลยค่ะ
หอมใหญ่ ไม่ใช่แค่ผักธรรมดาที่ใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติ และไม่ได้ใหญ่แต่ชื่อและขนาด แต่สรรพคุณยังยิ่งใหญ่ด้วย เพราะช่วยป้องกันและรักษา โรคสำคัญๆ ได้หลายโรค ทั้งแพทย์และนักวิชาการได้ทำการวิเคราะห์หาสารสำคัญในหัวหอม พบว่าอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และสารประกอบที่จำเป็นต่อร่างกายกว่า 300 ชนิด อาทิ แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน ซีลีเนียม เบตาแคโรทีน กรดโฟลิก เควอซิทินฟลาโวนอยด์ ไกลโคไซด์ เพคติน กลูโคคินิน ฯลฯ
สรรพคุณของหอมหัวใหญ่
1. ในหัวหอมนั้นอุดมไปด้วยซีลีเนียมและเควอซิทิน ซีลีเนียมเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันและชะลอความชรา จะช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งและลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ ส่วนสารเควอซิทินจะช่วยต่อต้านการทำงานของเซลล์มะเร็งและป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ เคยมีการวิจัยระบุว่า คนที่ไม่กินหัวหอมจะมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารสูงว่าคนชอบกินหัวหอมถึง 25%
2. ในหัวหอมมีสารอาหารหลายชนิด ในหัวหอม 100 กรัม จะมีวิตามินเอ 5 มิลลิกรัม วิตามินซี 9.3 มิลลิกรัม แคลเซียม 40 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 50 มิลลิกรัม เหล็ก 8 มิลลิกรัม และสารอาหารอีก 18 ชนิดมีบทบาทสำคัญในการลดความดันโลหิตสูง ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
3. หัวหอมช่วยขับปัสสาวะได้ และยังช่วยให้เซลล์ได้รับกลูโคสอย่างดี
4. หัวหอมยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ โรคมะเร็งเต้านมทั้งทำร้ายร่างกายและจิตใจของผู้หญิง ในฝรั่งเศสเคยมีการวิจัยว่า ผู้หญิงที่รับประทานหัวหอมและกระเทียมเยอะ โอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมก็จะลดลง
คำแนะนำและข้อควรรู้เกี่ยวกับหอมหัวใหญ่
🥙หอมหัวใหญ่มีฤทธิ์อุ่น ให้รสเผ็ดร้อน ไม่มีพิษ เข้าเส้นลมปราณ ปอด และกระเพาะอาหาร โดยหอมใหญ่ดิบจะมีฤทธิ์สุขุม ส่วนหอมใหญ่สุกจะมีฤทธิ์อุ่น แม้หัวหอมใหญ่จะเป็นผักที่มีกลิ่นฉุนมาก จนทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อยากรับประทาน หรือหันไปรับประทานแบบชุบแป้งทอด การเจียว หรือการใช้ในการปรุงแต่งอาหารอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามถ้าอยากจะรับประทานแบบให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพจริง ๆ แนะนำว่าให้รับประทานแบบสด ๆ จะดีที่สุด
🥙 การรับประทานหัวหอมใหญ่แบบสด (หรือรับประทานร่วมกับอาหารอื่น ๆ) เพียงวันละครึ่งหัวถึงหนึ่งหัวเป็นเวลา 2 เดือน ก็จะเห็นผลต่อสุขภาพโดยภาพรวมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง
🥙สมุนไพรหอมใหญ่ แม้ว่าสรรพคุณหัวหอมใหญ่จะมีอยู่มากมาย แต่เนื่องจากหอมใหญ่เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์อุ่นและมีรสเผ็ด การนำมาใช้ในแต่ละบุคคล ควรคำนึงถึงสภาพร่างกายและโรคของผู้ป่วยด้วย ซึ่งฤทธิ์ดังกล่าวสามารถช่วยขับความเย็น ทำให้หยางทะลุทะลวงไปยังส่วนต่าง ๆ ช่วยกำจัดพิษและปัจจัยที่กระทบจากภายนอกเนื่องจากความเย็นได้ดี แต่ไม่มีฤทธิ์ในการบำรุงหยางในร่างกาย
🥙เมื่อใช้ไปนาน ๆ อาจจะทำให้ร่างกายเสียพลังได้ง่าย เช่น ในกรณีผู้ป่วยหอบหืดที่มีพลังอ่อนแออยู่แล้ว แทนที่จะมีอาการหอบดีขึ้น แต่กลับจะทำให้อาการหอบหืดกำเริบมากขึ้นกว่าเดิม เป็นต้น ดังนั้นจึงควรรู้ถึงข้อดีและข้อเสียเพื่อนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมด้วย จึงจะเกิดประโยชน์ต่อร่างกายอย่างสูงสุด
🥙การรับประทานหัวหอมใหญ่ในปริมาณมากหรือรับประทานติดต่อกันนานเกินไป อาจจะทำลายจิตประสาท ทำให้จิตฟุ้งซ่าน ลืมง่าย ความจำเสื่อม มีอาการตามัว พลังและเลือดถูกทำลาย ทำให้เส้นเลือดไหลเวียนได้ไม่ดี ทำให้โรคต่าง ๆ ที่เป็นอยู่หายช้าและเรื้อรัง และยังไปทำลายสมรรถภาพทางเพศ
🥙 เมื่อคุณมีอาการปวดศีรษะเนื่องจากความเครียดหรือจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ มีคำแนะนำว่าไม่ควรจะรับประทานหัวหอมใหญ่ (ข้อมูลจาก : คุณหมอบุชฮอล์ มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์)
🥙 อย่างไรก็ตามไม่ควรรับประทานหัวหอมใหญ่สดในขณะที่ท้องว่าง เพราะอาจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง ทำให้เยื่อบุในกระเพาะเกิดการอักเสบได้
🥙 สำหรับผู้ที่ถูกสัตว์มีพิษมีเขี้ยวกัด ไม่ควรรับประทานหอมใหญ่ เพราะการรับประทานหัวหอมใหญ่จะทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น ทำให้พิษแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
หอมใหญ่ ไม่ใช่แค่ผักธรรมดาที่ใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติ และไม่ได้ใหญ่แต่ชื่อและขนาด แต่สรรพคุณยังยิ่งใหญ่ด้วย เพราะช่วยป้องกันและรักษา โรคสำคัญๆ ได้หลายโรค ทั้งแพทย์และนักวิชาการได้ทำการวิเคราะห์หาสารสำคัญในหัวหอม พบว่าอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และสารประกอบที่จำเป็นต่อร่างกายกว่า 300 ชนิด อาทิ แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน ซีลีเนียม เบตาแคโรทีน กรดโฟลิก เควอซิทินฟลาโวนอยด์ ไกลโคไซด์ เพคติน กลูโคคินิน ฯลฯ
สรรพคุณของหอมหัวใหญ่
1. ในหัวหอมนั้นอุดมไปด้วยซีลีเนียมและเควอซิทิน ซีลีเนียมเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันและชะลอความชรา จะช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งและลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ ส่วนสารเควอซิทินจะช่วยต่อต้านการทำงานของเซลล์มะเร็งและป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ เคยมีการวิจัยระบุว่า คนที่ไม่กินหัวหอมจะมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารสูงว่าคนชอบกินหัวหอมถึง 25%
2. ในหัวหอมมีสารอาหารหลายชนิด ในหัวหอม 100 กรัม จะมีวิตามินเอ 5 มิลลิกรัม วิตามินซี 9.3 มิลลิกรัม แคลเซียม 40 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 50 มิลลิกรัม เหล็ก 8 มิลลิกรัม และสารอาหารอีก 18 ชนิดมีบทบาทสำคัญในการลดความดันโลหิตสูง ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
3. หัวหอมช่วยขับปัสสาวะได้ และยังช่วยให้เซลล์ได้รับกลูโคสอย่างดี
4. หัวหอมยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ โรคมะเร็งเต้านมทั้งทำร้ายร่างกายและจิตใจของผู้หญิง ในฝรั่งเศสเคยมีการวิจัยว่า ผู้หญิงที่รับประทานหัวหอมและกระเทียมเยอะ โอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมก็จะลดลง
คำแนะนำและข้อควรรู้เกี่ยวกับหอมหัวใหญ่
🥙หอมหัวใหญ่มีฤทธิ์อุ่น ให้รสเผ็ดร้อน ไม่มีพิษ เข้าเส้นลมปราณ ปอด และกระเพาะอาหาร โดยหอมใหญ่ดิบจะมีฤทธิ์สุขุม ส่วนหอมใหญ่สุกจะมีฤทธิ์อุ่น แม้หัวหอมใหญ่จะเป็นผักที่มีกลิ่นฉุนมาก จนทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อยากรับประทาน หรือหันไปรับประทานแบบชุบแป้งทอด การเจียว หรือการใช้ในการปรุงแต่งอาหารอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามถ้าอยากจะรับประทานแบบให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพจริง ๆ แนะนำว่าให้รับประทานแบบสด ๆ จะดีที่สุด
🥙 การรับประทานหัวหอมใหญ่แบบสด (หรือรับประทานร่วมกับอาหารอื่น ๆ) เพียงวันละครึ่งหัวถึงหนึ่งหัวเป็นเวลา 2 เดือน ก็จะเห็นผลต่อสุขภาพโดยภาพรวมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง
🥙สมุนไพรหอมใหญ่ แม้ว่าสรรพคุณหัวหอมใหญ่จะมีอยู่มากมาย แต่เนื่องจากหอมใหญ่เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์อุ่นและมีรสเผ็ด การนำมาใช้ในแต่ละบุคคล ควรคำนึงถึงสภาพร่างกายและโรคของผู้ป่วยด้วย ซึ่งฤทธิ์ดังกล่าวสามารถช่วยขับความเย็น ทำให้หยางทะลุทะลวงไปยังส่วนต่าง ๆ ช่วยกำจัดพิษและปัจจัยที่กระทบจากภายนอกเนื่องจากความเย็นได้ดี แต่ไม่มีฤทธิ์ในการบำรุงหยางในร่างกาย
🥙เมื่อใช้ไปนาน ๆ อาจจะทำให้ร่างกายเสียพลังได้ง่าย เช่น ในกรณีผู้ป่วยหอบหืดที่มีพลังอ่อนแออยู่แล้ว แทนที่จะมีอาการหอบดีขึ้น แต่กลับจะทำให้อาการหอบหืดกำเริบมากขึ้นกว่าเดิม เป็นต้น ดังนั้นจึงควรรู้ถึงข้อดีและข้อเสียเพื่อนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมด้วย จึงจะเกิดประโยชน์ต่อร่างกายอย่างสูงสุด
🥙การรับประทานหัวหอมใหญ่ในปริมาณมากหรือรับประทานติดต่อกันนานเกินไป อาจจะทำลายจิตประสาท ทำให้จิตฟุ้งซ่าน ลืมง่าย ความจำเสื่อม มีอาการตามัว พลังและเลือดถูกทำลาย ทำให้เส้นเลือดไหลเวียนได้ไม่ดี ทำให้โรคต่าง ๆ ที่เป็นอยู่หายช้าและเรื้อรัง และยังไปทำลายสมรรถภาพทางเพศ
🥙 เมื่อคุณมีอาการปวดศีรษะเนื่องจากความเครียดหรือจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ มีคำแนะนำว่าไม่ควรจะรับประทานหัวหอมใหญ่ (ข้อมูลจาก : คุณหมอบุชฮอล์ มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์)
🥙 อย่างไรก็ตามไม่ควรรับประทานหัวหอมใหญ่สดในขณะที่ท้องว่าง เพราะอาจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง ทำให้เยื่อบุในกระเพาะเกิดการอักเสบได้
🥙 สำหรับผู้ที่ถูกสัตว์มีพิษมีเขี้ยวกัด ไม่ควรรับประทานหอมใหญ่ เพราะการรับประทานหัวหอมใหญ่จะทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น ทำให้พิษแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561
🍃🍃สะระแหน่ สมุนไพรไทย สรรพคุณเกินคำบรรยาย🍃🍃
สะระแหน่ (Peppermint/Mint) เป็นพืชสมุนไพรตามธรรมชาติที่มีการนำใบและน้ำมันมาใช้ประโยชน์ต่อสุขภาพมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับรักษาโรคและอาการต่าง ๆ เช่น บรรเทาอาการปวด ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร หรือใช้เป็นสารต้านเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้หลายคนอาจคุ้นเคยกับรสหรือกลิ่นของสะระแหน่จากยาสีฟัน ขนม อาหารจานต่าง ๆ รวมถึงใช้เป็นสารแต่งกลิ่นในสบู่และเครื่องสำอางอีกด้วย
สะระแหน่ อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม โฟลิค วิตามินซี วิตามินเอ เป็นต้น และในน้ำมันสะระแหน่ยังมี เมนทอล (Menthol) และเมนโทน (Menthone) เป็นส่วนประกอบหลักอีกด้วย นอกจากนี้ ประโยชน์อื่น ๆ ของสะระแหน่ที่ถูกกล่าวถึงและนำมาใช้ในทางการแพทย์ยังมีอีกมากมาย โดยที่หลายคนเชื่อว่าการรับประทานสะระแหน่อาจช่วยบรรเทาอาการหวัด อาการไอ การอักเสบของปากและลำคอ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ลำไส้แปรปรวน รวมถึงน้ำมันสะระแหน่ยังนำไปใช้ทาที่ผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ รักษาอาการแพ้ ผื่นคัน หรือแม้กระทั่งใช้ไล่ยุงและแมลงต่าง ๆ แต่ข้อพิสูจน์หรือหลักฐานทางการแพทย์มีมากน้อยเพียงใดที่จะช่วยยืนยันสรรพคุณ ประโยชน์ และความปลอดภัยของการรับประทานสะระแหน่ น้ำมันสะระแหน่ หรือการใช้น้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ที่มีบทบาทหรือส่วนช่วยในการรักษาโรคเหล่านี้
🍃🍃สรรพคุณของสะระแหน่🍃🍃
1. ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยลดอาการตึงเครียดทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยในการขับเหงื่อ ดับพิษร้อน เนื่องจากสะระแหน่มีฤทธิ์เป็นยาเย็น
2. ช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง ใช้รักษาอาการปวดหัว ปวดไมเกรน รักษาอาการวิงเวียน หน้ามืดตาลาย ใช้รักษาอาการไอ เป็นหวัดคัดจมูกหรือมีน้ำมูกไหล ใช้รักษาอาการโรคหอบหืด ใช้รักษาอาการของโรคหลอดลมอักเสบ
3. ช่วยรักษาอาการปวดฟัน ช่วยระงับกลิ่นปากให้หอมสดชื่น รักษาอาการปวดหู รักษาอาการเกิดเป็นแผลในช่องปาก ช่วยทำให้เลือดกำเดาหยุดไหล ช่วยในการไล่ยุง
4. ใช้รักษาอาการปวดที่ท้อง ท้องร่วง อาการปวดท้องเนื่องจากบิด รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยทำให้ลมในลำไส้สะอาดและช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น ป้องกันลำไส้หดเกร็ง ใช้รักษาอาการถ่ายเป็นเลือด ใช้รักษาโรคไทรอยด์
5. ใช้รักษาอาการเนื่องจากถูกพิษของพวกแมลงสัตว์กัดต่อย มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการก่อตัวของเชื้อโรค อีกทั้งยังสามารถนำไปทำเป็นยาปฏิชีวนะ
6. บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ชาสะระแหน่และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันสะระแหน่ มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ลดการอักเสบในเยื่อบุจมูก บรรเทาอาการหลอดลมหดตัว ที่เป็นสาเหตุให้ทางเดินหายใจตีบแคบและมีอาการหอบหืด
7. แก้อาการคันผิวหนัง ตำใบสะระแหน่ให้ละเอียด จากนั้นพอกบริเวณผิวหนังที่มีอาการคัน หรือระคายเคืองความเย็นจากใบสะระแหน่จะช่วยผ่อนคลายผิวและบรรเทาอาการได้ดี
เรียกได้ว่าสรรพคุณและคุณประโยชน์ของสะระแหน่นั้นนอกจากจะช่วยบำรุงร่างกาย มีสรรพคุณทางยาที่หลากหลายแล้ว ยังมีประโยชน์และช่วยบำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วลองมาทานสะระแหน่กันเถอะค่ะ จะทานเป็นผักเคียงอาหาร โรยหน้าเพิ่มความหอมของอาหาร หรือจะทานเป็นครื่องดื่มก็ได้ค่ะ
สะระแหน่ อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม โฟลิค วิตามินซี วิตามินเอ เป็นต้น และในน้ำมันสะระแหน่ยังมี เมนทอล (Menthol) และเมนโทน (Menthone) เป็นส่วนประกอบหลักอีกด้วย นอกจากนี้ ประโยชน์อื่น ๆ ของสะระแหน่ที่ถูกกล่าวถึงและนำมาใช้ในทางการแพทย์ยังมีอีกมากมาย โดยที่หลายคนเชื่อว่าการรับประทานสะระแหน่อาจช่วยบรรเทาอาการหวัด อาการไอ การอักเสบของปากและลำคอ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ลำไส้แปรปรวน รวมถึงน้ำมันสะระแหน่ยังนำไปใช้ทาที่ผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ รักษาอาการแพ้ ผื่นคัน หรือแม้กระทั่งใช้ไล่ยุงและแมลงต่าง ๆ แต่ข้อพิสูจน์หรือหลักฐานทางการแพทย์มีมากน้อยเพียงใดที่จะช่วยยืนยันสรรพคุณ ประโยชน์ และความปลอดภัยของการรับประทานสะระแหน่ น้ำมันสะระแหน่ หรือการใช้น้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ที่มีบทบาทหรือส่วนช่วยในการรักษาโรคเหล่านี้
🍃🍃สรรพคุณของสะระแหน่🍃🍃
1. ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยลดอาการตึงเครียดทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยในการขับเหงื่อ ดับพิษร้อน เนื่องจากสะระแหน่มีฤทธิ์เป็นยาเย็น
2. ช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง ใช้รักษาอาการปวดหัว ปวดไมเกรน รักษาอาการวิงเวียน หน้ามืดตาลาย ใช้รักษาอาการไอ เป็นหวัดคัดจมูกหรือมีน้ำมูกไหล ใช้รักษาอาการโรคหอบหืด ใช้รักษาอาการของโรคหลอดลมอักเสบ
3. ช่วยรักษาอาการปวดฟัน ช่วยระงับกลิ่นปากให้หอมสดชื่น รักษาอาการปวดหู รักษาอาการเกิดเป็นแผลในช่องปาก ช่วยทำให้เลือดกำเดาหยุดไหล ช่วยในการไล่ยุง
4. ใช้รักษาอาการปวดที่ท้อง ท้องร่วง อาการปวดท้องเนื่องจากบิด รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยทำให้ลมในลำไส้สะอาดและช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น ป้องกันลำไส้หดเกร็ง ใช้รักษาอาการถ่ายเป็นเลือด ใช้รักษาโรคไทรอยด์
5. ใช้รักษาอาการเนื่องจากถูกพิษของพวกแมลงสัตว์กัดต่อย มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการก่อตัวของเชื้อโรค อีกทั้งยังสามารถนำไปทำเป็นยาปฏิชีวนะ
6. บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ชาสะระแหน่และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันสะระแหน่ มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ลดการอักเสบในเยื่อบุจมูก บรรเทาอาการหลอดลมหดตัว ที่เป็นสาเหตุให้ทางเดินหายใจตีบแคบและมีอาการหอบหืด
7. แก้อาการคันผิวหนัง ตำใบสะระแหน่ให้ละเอียด จากนั้นพอกบริเวณผิวหนังที่มีอาการคัน หรือระคายเคืองความเย็นจากใบสะระแหน่จะช่วยผ่อนคลายผิวและบรรเทาอาการได้ดี
เรียกได้ว่าสรรพคุณและคุณประโยชน์ของสะระแหน่นั้นนอกจากจะช่วยบำรุงร่างกาย มีสรรพคุณทางยาที่หลากหลายแล้ว ยังมีประโยชน์และช่วยบำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วลองมาทานสะระแหน่กันเถอะค่ะ จะทานเป็นผักเคียงอาหาร โรยหน้าเพิ่มความหอมของอาหาร หรือจะทานเป็นครื่องดื่มก็ได้ค่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
ผักชีลาว ของดีที่ควรรู้ไว้
ผักชีลาว (Dill) เป็นผักพื้นบ้านในตะกูลเดียวกันกับผักชีที่นิยมรับประทานมากของชาวอีสาน และประเทศเพื่อนบ้านในฝั่งลาว จนเป็นที่มาของชื่อ โดยนิยมนำมาประกอบอาหารจำพวกแกง และห่อหมกเป็นหลัก เช่น แกงอ่อม แกงปลา ห่อหมกปลา เป็นต้น รวมถึง นิยมใช้รับประทานเป็นผักคู่กับอาหารจำพวกลาบ และยำ เช่น ลาบเนื้อ ลาบหมู ซุบหน่อไม้ เป็นต้น
เนื่องจากผักชีลาวมีกลิ่นหอมแรง และมีกลิ่นเฉพาะตัว จึงยังเป็นที่นิยมของคนในบางพื้นที่เท่านั้น โดยเฉพาะคนอีสาน และคนภาคเหนือในบางแห่ง ส่วนภาคอื่นๆ ความนิยมยังมีน้อย เนื่องจากยังไม่คุ้นเคยกับกลิ่น และบางคนไม่ชอบผักที่มีกลิ่นฉุนมาก
🌿🌿สรรพคุณผักชีลาว🌿🌿
🍀ต้น ใช้บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้สะอึก แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้คลื่นไส้อาเจียน แก้เจ็บตา แก้ปวดท้องในเด็ก แก้บวม แก้เหน็บชา
🍀ต้นสด มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อกลากเกลื้อน
🍀ผล มีรสขม เผ็ดเล็กน้อย ใช้ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ไอ แก้หอบหืด แก้คลื่นไส้ บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้เสมหะพิการ เจริญอาหาร แก้นอนสะดุ้ง คลุ้มคลั่ง ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด ฆ่าเชื้อบิดและเชื้อที่ทำให้ท้องเสีย
🍀เมล็ด ช่วยขับลม แก้หอบ บำรุงปอด แก้ไอ แก้ลมที่ทำให้สะอึก แก้ลมวิงเวียน แก้อาเจียน
🍀ใบ ช่วยในการทำงานของกระเพาะอาหาร ม้าม และตับ
🍀ราก แก้ระคายคอ
🌿🌿ข้อควรระวังในการรับประทานผักชีลาว🌿🌿
ผักชีลาวมีประโยชน์มากมายอย่างที่เราได้ทราบกันไป แต่ปริมาณการรับประทานก็ควรอยู่ในปริมาณที่จำกัดค่ะ เพราะผักชีลาวเองก็ส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้เช่นกัน เนื่องจากการรับประทานผักชีลาวมากเกินไปอาจทำให้ผิวหนังไวต่อแสงและอาจทำให้เป็นผื่นแดงได้ ดังนั้นหากจะรับประทานผักชีลาวแบบปลอดภัยไร้ผลข้างเคียง ควรให้แพทย์กำหนดปริมาณการใช้ที่ปลอดภัยให้ นอกจากนี้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคลมชัก ห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยผักชีลาวเด็ดขาด เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง
ประโยชน์ของผักชีลาวเยอะมากมายขนาดนี้ ใครจะปฏิเสธได้ลงอีกล่ะเนอะ ของดีอยู่ใกล้ตัวแบบนี้ก็ห้ามพลาดกันนะ แต่ถ้าไม่สะดวกที่จะรับประทานสด ๆ หรือปรุงในอาหาร ก็ลองหาแบบที่เป็นน้ำมันหอมระเหย หรือสารสกัดในรูปแบบอาหารเสริมได้ เริ่มบำรุงสุขภาพกันตั้งแต่วันนี้บอกเลยไม่มีคำว่าสายค่ะ
เนื่องจากผักชีลาวมีกลิ่นหอมแรง และมีกลิ่นเฉพาะตัว จึงยังเป็นที่นิยมของคนในบางพื้นที่เท่านั้น โดยเฉพาะคนอีสาน และคนภาคเหนือในบางแห่ง ส่วนภาคอื่นๆ ความนิยมยังมีน้อย เนื่องจากยังไม่คุ้นเคยกับกลิ่น และบางคนไม่ชอบผักที่มีกลิ่นฉุนมาก
🌿🌿สรรพคุณผักชีลาว🌿🌿
🍀ต้น ใช้บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้สะอึก แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้คลื่นไส้อาเจียน แก้เจ็บตา แก้ปวดท้องในเด็ก แก้บวม แก้เหน็บชา
🍀ต้นสด มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อกลากเกลื้อน
🍀ผล มีรสขม เผ็ดเล็กน้อย ใช้ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ไอ แก้หอบหืด แก้คลื่นไส้ บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้เสมหะพิการ เจริญอาหาร แก้นอนสะดุ้ง คลุ้มคลั่ง ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด ฆ่าเชื้อบิดและเชื้อที่ทำให้ท้องเสีย
🍀เมล็ด ช่วยขับลม แก้หอบ บำรุงปอด แก้ไอ แก้ลมที่ทำให้สะอึก แก้ลมวิงเวียน แก้อาเจียน
🍀ใบ ช่วยในการทำงานของกระเพาะอาหาร ม้าม และตับ
🍀ราก แก้ระคายคอ
🌿🌿ข้อควรระวังในการรับประทานผักชีลาว🌿🌿
ผักชีลาวมีประโยชน์มากมายอย่างที่เราได้ทราบกันไป แต่ปริมาณการรับประทานก็ควรอยู่ในปริมาณที่จำกัดค่ะ เพราะผักชีลาวเองก็ส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้เช่นกัน เนื่องจากการรับประทานผักชีลาวมากเกินไปอาจทำให้ผิวหนังไวต่อแสงและอาจทำให้เป็นผื่นแดงได้ ดังนั้นหากจะรับประทานผักชีลาวแบบปลอดภัยไร้ผลข้างเคียง ควรให้แพทย์กำหนดปริมาณการใช้ที่ปลอดภัยให้ นอกจากนี้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคลมชัก ห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยผักชีลาวเด็ดขาด เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง
ประโยชน์ของผักชีลาวเยอะมากมายขนาดนี้ ใครจะปฏิเสธได้ลงอีกล่ะเนอะ ของดีอยู่ใกล้ตัวแบบนี้ก็ห้ามพลาดกันนะ แต่ถ้าไม่สะดวกที่จะรับประทานสด ๆ หรือปรุงในอาหาร ก็ลองหาแบบที่เป็นน้ำมันหอมระเหย หรือสารสกัดในรูปแบบอาหารเสริมได้ เริ่มบำรุงสุขภาพกันตั้งแต่วันนี้บอกเลยไม่มีคำว่าสายค่ะ
วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
ถั่วฝักยาว ประโยชน์ไม่ธรรมดา
สำหรับใครที่สงสัยว่าถั่วฝักยาวนั้นมีประโยชน์แค่นำมาประกอบอาหารหรือเปล่า วันนี้เรามีคำตอบที่จะทำให้ทุกคนต้องตะลึงมาฝาก เพราะผักธรรมดา ๆ อย่างถั่วฝักยาวที่เราทานกันบ่อย ๆ นั้น มีสรรพคุณเยอะ ประโยชน์แยะ ถึงขนาดป้องกันโรคมะเร็งได้เลยทีเดียว แต่ก่อนจะไปดูสรรพคุณและประโยชน์ที่มากมายของถั่วฝักยาว เรามาทำความรู้จักถั่วฝักยาวให้มากขึ้นกันก่อนค่ะ
ถั่วฝักยาว ภาษาอังกฤษคือ yardlong bean เป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับพวกถั่วต่าง ๆ อย่าง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแปบ คืออยู่ในวงศ์ Fubaceae มีลักษณะพิเศษที่ทำให้แตกต่างจากถั่วชนิดอื่นอย่างชัดเจน ด้วยฝักสีเขียวที่ยาวสะดุดตา โดยคนไทยเรานิยมนำไปประกอบอาหารหลากหลายประเภท ทั้ง ผัด แกง ตำแทนมะละกอ และใช้เป็นส่วนผสมของอาหารอื่น ๆ แต่ที่นิยมที่สุดคือนำมากินสด ๆ หรือเป็นเครื่องเคียงคู่กับน้ำพริกและอาหารรสจัด เพราะถั่วฝักยาวจะช่วยลดความเข้มข้นของอาหารลงได้
ถั่วฝักยาว กับสรรพคุณทางยาดี ๆ
👉ราก : รักษาโรคหนองในและโรคบิด ทำให้เจริญอาหาร และช่วยบำรุงม้ามได้
👉ฝักสด : ระงับอาการปวด หรือตำคั้นเอาน้ำมาดื่มแก้ท้องอืดแน่น เรอเปรี้ยว เนื่องจากกินมากไป
👉เปลือกฝัก : ลดอาการปวดบวม และช่วยรักษาแผลที่เต้านม
👉ใบ : ใช้ต้มน้ำกิน แก้ปัสสาวะพิการ รักษาหนองใน และปัสสาวะเป็นหนองได้
👉เมล็ด : แก้กระหายน้ำ อาการอาเจียน โรคบิด ปัสสาวะกะปริบกะปรอย และตกขาว อีกทั้งยังช่วยบำรุงม้ามและไตด้วย
ถั่วฝักยาวกับประโยชน์มหาศาล
1. นำมาประกอบอาหาร
แน่นอนว่าประโยชน์อันดับหนึ่งของถั่วฝักยาวก็คือนำมาทำเป็นอาหาร เช่น ตำ ผัด แกง ทำของหวาน และลวกเป็นเครื่องเคียง เพราะเป็นผักที่ฉ่ำน้ำ กรอบ มีรสหวานมัน และไม่เหม็นเขียว ยิ่งถ้าทานคู่กับอาหารรสจัดจะช่วยลดความเข้มข้นของอาหารนั้น ๆ ให้กลมกล่อมพอดีได้ นอกจากนี้ ยังมีการนำถั่วฝักยาวไปบรรจุกระป๋องหรือแช่แข็งเพื่อส่งออกไปขายยังต่างประเทศ และนำไปใช้เป็นพืชสมุนไพรรักษาโรคต่าง ๆ ได้อีกด้วย
2. ดูแลผิวพรรณ
ในถั่วฝักยาวมีวิตามินซีเป็นส่วนประกอบอยู่ค่อนข้างมาก และอย่างที่เรารู้กันดีว่าวิตามินซีเป็นสารสำคัญที่ช่วยดูแลผิว ทั้งลดริ้วรอย รอยแดง ยืดอายุผิว และช่วยบำรุงไม่ให้ผิวแห้ง อีกทั้งยังเป็นสารที่สำคัญต่อผิวหนัง หลอดเลือด และเส้นเอ็นในร่างกายเรา แถมถ้าเรากินอาหารที่มีวิตามินซีสูงบ่อย ๆ สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ด้วยนะ
3. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ใคร ๆ ก็อยากมีภูมิคุ้มกันสูงเพื่อจะได้ป้องกันการเจ็บไข้ได้ป่วยใช่ไหมคะ งั้นเราขอแนะนำถั่วฝักยาวเป็นทางเลือกในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะการทานถั่วฝักยาวจะไปช่วยเสริมการทำงานของฮีโมโกลบิน ทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้ทั่วถึง ส่งผลให้เราไม่อ่อนเพลีย แถมในถั่วฝักยาวยังมีวิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ป้องกันโรคหวัด
4. ช่วยให้นอนหลับสนิท
ถ้าร่างกายเราขาดแมกนีเซียม อาจทำให้เรามีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการนอนได้ เพราะแมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุจำเป็นที่ช่วยบรรเทาความเครียดและทำให้สมองผ่อนคลาย หากขาดไปก็ทำให้เราวิตกกังวล เครียด จนนอนไม่หลับได้ง่าย ฉะนั้นการทานถั่วฝักยาวซึ่งมีแมกนีเซียมสูง จึงช่วยให้สมองผ่อนคลายมากขึ้น และเครียดน้อยลง ซึ่งทำให้เรานอนหลับได้สนิทขึ้นค่ะ
5. บำรุงสายตา
วิตามินเอและวิตามินบี 1 สามารถบำรุงสายตา ป้องกันไม่ให้ประสาทตาเสื่อม ป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา เช่น โรคต้อกระจก ต้อหิน และยังช่วยให้สายตาเรามองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งถ้าใครที่ยังไม่มีปัญหาสายตา เราขอแนะนำให้กินถั่วฝักยาวหรืออาหารที่มีวิตามินเอและวิตามินบี 1 เยอะ ๆ เพื่อช่วยบำรุงสายตาและป้องกันโรคเกี่ยวกับตาไว้ก่อนเลย หรือถ้าใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับสายตาแล้ว ก็สามารถทานถั่วฝักยาว เพื่อช่วยบำรุงให้สายตากลับมาเป็นปกติได้นะคะ
6. ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
เพราะว่าในถั่วฝักยาวมีแคลเซียม ธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัสอยู่เยอะ เมื่อธาตุทั้งสามทำงานรวมกันก็ช่วยทำให้เส้นผม ฟัน และกระดูกของเราแข็งแรงขึ้นได้ ลดความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนสบาย ๆ เลยค่ะ
7. ป้องกันเบาหวาน
ถั่วฝักยาวมีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลที่ดีต่อสุขภาพ แถมยังมีไฟเบอร์เยอะ ซึ่งช่วยให้น้ำตาลย่อยช้าลง จึงสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี และช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้
8. บำรุงครรภ์
มีการศึกษาพบว่าการทานอาหารที่ประกอบไปด้วยโฟเลต หรือวิตามินบี 9 เยอะ ๆ สามารถลดความเสี่ยงภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (neural tube defect, NTD) ได้ถึง 26% เลยทีเดียว ซึ่งภาวะหลอดประสาทไม่ปิดนี้เป็นอันตรายกับลูกในท้องมากเลยนะคะ เพราะอาจทำให้เด็กพิการตั้งแต่กำเนิด ดั้งนั้นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือมีแผนจะตั้งครรภ์ควรรับประทานถั่วฝักยาวและอาหารที่มีโฟเลตบ่อย ๆ เพื่อช่วยให้ลูกน้อยลดความเสี่ยงโรคนี้และให้ได้รับสารอาหารอื่น ๆ เพื่อช่วยบำรุงครรภ์ค่ะ
9. ลดความเสี่ยงเป็นเกาต์
อาการเท้าบวมของโรคเกาต์นั้นมีสาเหตุมาจากการสะสมของกรดยูริกในข้อเท้าที่มากเกินไป ซึ่งจริง ๆ แล้วเราสามารถลดกรดยูริกและลดความเสี่ยงโรคเกาต์ได้ง่าย ๆ เพียงแค่ทานวิตามินซีให้มากขึ้น อ้างอิงจากการศึกษาที่พบว่าผู้ที่ทานวิตามินซีประมาณ 1,000-1,499 มิลลิกรัมเป็นประจำ สามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ได้ถึง 31% ฉะนั้นแค่เราทานผัก-ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ๆ อย่างเช่น ถั่วฝักยาวก็สามารถป้องกันโรคเกาต์ได้ง่าย ๆ แล้ว
10. มีสารต้านอนุมูลอิสระ
ในเมื่อถั่วฝักยาวเป็นผักที่มีวิตามินซีสูง จึงมีสารต้านอนุมูลอิสระมากไปด้วยค่ะ เพราะวิตามินซีก็คือสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง ซึ่งจะช่วยปกป้องเซลล์ร่างกายไม่ให้ถูกสารพิษ สารเคมี อนุมูลอิสระมาทำลาย พร้อมกับช่วยลดอาการอักเสบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย
11. บำรุงหัวใจให้แข็งแรง
ประโยชน์ดี ๆ ของถั่วฝักยาวยังไม่หมดค่ะ เพราะนอกจากสิ่งดี ๆ ข้างบนแล้ว ถั่วฝักยาวยังสามารถลดปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจได้ด้วย เพราะในถั่วฝักยาวอุดมไปสารอาหารมากมายที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และลดความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน และบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ห่างไกลโรคหัวใจแบบสบาย ๆ เลย
12. นำมาทำเป็นอาหารสัตว์
นอกเหนือจากประโยชน์ต่าง ๆ ข้างบนแล้ว ถั่วฝักยาวยังนำมาทำเป็นปุ๋ยพืช เพื่อบำรุงดินและควบคุมวัชพืช แถมยังนำเมล็ด ยอด และลำต้นมาทำเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย เพราะถั่วฝักยาวเป็นแหล่งที่มีโปรตีนสูงนั่นเองค่ะ
ข้อควรระวังในการทานถั่วฝักยาว
ถึงจะมีประโยชน์มากมายอย่างไร แต่หากทานถั่วฝักยาวแบบสด ๆ ดิบ ๆ หรือทานมากไปก็อาจทำให้ท้องอืดได้ เพราะในถั่วฝักยาวดิบจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และมีเทนอยู่มาก ซึ่งแก๊สพวกนี้ทำให้เกิดกรดเกินในกระเพาะอาหาร จนมีอาการท้องอืด แถมการทานถั่วฝักยาวดิบ ๆ ยังทำให้เราได้รับสารไกลโคโปรตีนเข้าไปเต็ม ๆ ซึ่งสารตัวนี้สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน และเวียนหัวได้ ส่วนใครที่เคี้ยวถั่วฝักยาวไม่ละเอียดแล้วกลืน ก็ต้องระวังว่าถั่วฝักยาวอาจจะไปอุดตันในกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะเป็นผักดิบที่ค่อนข้างเหนียวและแข็งค่ะ
เห็นแล้วใช่ไหมคะ ว่าถั่วฝักยาวที่เราทานนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสารอาหาร แถมให้ประโยชน์ครบถ้วน ถือเป็นผักที่ไม่ธรรมดาอีกหนึ่งชนิดเลย แต่อย่างไรก็และควรทานในปริมาณที่เหมาะสมด้วยนะคะ ไม่เช่นนั้นถั่วฝักยาวอาจให้โทษมากกว่าประโยชน์ก็เป็นได้
ถั่วฝักยาว ภาษาอังกฤษคือ yardlong bean เป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับพวกถั่วต่าง ๆ อย่าง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแปบ คืออยู่ในวงศ์ Fubaceae มีลักษณะพิเศษที่ทำให้แตกต่างจากถั่วชนิดอื่นอย่างชัดเจน ด้วยฝักสีเขียวที่ยาวสะดุดตา โดยคนไทยเรานิยมนำไปประกอบอาหารหลากหลายประเภท ทั้ง ผัด แกง ตำแทนมะละกอ และใช้เป็นส่วนผสมของอาหารอื่น ๆ แต่ที่นิยมที่สุดคือนำมากินสด ๆ หรือเป็นเครื่องเคียงคู่กับน้ำพริกและอาหารรสจัด เพราะถั่วฝักยาวจะช่วยลดความเข้มข้นของอาหารลงได้
ถั่วฝักยาว กับสรรพคุณทางยาดี ๆ
👉ราก : รักษาโรคหนองในและโรคบิด ทำให้เจริญอาหาร และช่วยบำรุงม้ามได้
👉ฝักสด : ระงับอาการปวด หรือตำคั้นเอาน้ำมาดื่มแก้ท้องอืดแน่น เรอเปรี้ยว เนื่องจากกินมากไป
👉เปลือกฝัก : ลดอาการปวดบวม และช่วยรักษาแผลที่เต้านม
👉ใบ : ใช้ต้มน้ำกิน แก้ปัสสาวะพิการ รักษาหนองใน และปัสสาวะเป็นหนองได้
👉เมล็ด : แก้กระหายน้ำ อาการอาเจียน โรคบิด ปัสสาวะกะปริบกะปรอย และตกขาว อีกทั้งยังช่วยบำรุงม้ามและไตด้วย
ถั่วฝักยาวกับประโยชน์มหาศาล
1. นำมาประกอบอาหาร
แน่นอนว่าประโยชน์อันดับหนึ่งของถั่วฝักยาวก็คือนำมาทำเป็นอาหาร เช่น ตำ ผัด แกง ทำของหวาน และลวกเป็นเครื่องเคียง เพราะเป็นผักที่ฉ่ำน้ำ กรอบ มีรสหวานมัน และไม่เหม็นเขียว ยิ่งถ้าทานคู่กับอาหารรสจัดจะช่วยลดความเข้มข้นของอาหารนั้น ๆ ให้กลมกล่อมพอดีได้ นอกจากนี้ ยังมีการนำถั่วฝักยาวไปบรรจุกระป๋องหรือแช่แข็งเพื่อส่งออกไปขายยังต่างประเทศ และนำไปใช้เป็นพืชสมุนไพรรักษาโรคต่าง ๆ ได้อีกด้วย
2. ดูแลผิวพรรณ
ในถั่วฝักยาวมีวิตามินซีเป็นส่วนประกอบอยู่ค่อนข้างมาก และอย่างที่เรารู้กันดีว่าวิตามินซีเป็นสารสำคัญที่ช่วยดูแลผิว ทั้งลดริ้วรอย รอยแดง ยืดอายุผิว และช่วยบำรุงไม่ให้ผิวแห้ง อีกทั้งยังเป็นสารที่สำคัญต่อผิวหนัง หลอดเลือด และเส้นเอ็นในร่างกายเรา แถมถ้าเรากินอาหารที่มีวิตามินซีสูงบ่อย ๆ สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ด้วยนะ
3. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ใคร ๆ ก็อยากมีภูมิคุ้มกันสูงเพื่อจะได้ป้องกันการเจ็บไข้ได้ป่วยใช่ไหมคะ งั้นเราขอแนะนำถั่วฝักยาวเป็นทางเลือกในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะการทานถั่วฝักยาวจะไปช่วยเสริมการทำงานของฮีโมโกลบิน ทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้ทั่วถึง ส่งผลให้เราไม่อ่อนเพลีย แถมในถั่วฝักยาวยังมีวิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ป้องกันโรคหวัด
4. ช่วยให้นอนหลับสนิท
ถ้าร่างกายเราขาดแมกนีเซียม อาจทำให้เรามีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการนอนได้ เพราะแมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุจำเป็นที่ช่วยบรรเทาความเครียดและทำให้สมองผ่อนคลาย หากขาดไปก็ทำให้เราวิตกกังวล เครียด จนนอนไม่หลับได้ง่าย ฉะนั้นการทานถั่วฝักยาวซึ่งมีแมกนีเซียมสูง จึงช่วยให้สมองผ่อนคลายมากขึ้น และเครียดน้อยลง ซึ่งทำให้เรานอนหลับได้สนิทขึ้นค่ะ
5. บำรุงสายตา
วิตามินเอและวิตามินบี 1 สามารถบำรุงสายตา ป้องกันไม่ให้ประสาทตาเสื่อม ป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา เช่น โรคต้อกระจก ต้อหิน และยังช่วยให้สายตาเรามองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งถ้าใครที่ยังไม่มีปัญหาสายตา เราขอแนะนำให้กินถั่วฝักยาวหรืออาหารที่มีวิตามินเอและวิตามินบี 1 เยอะ ๆ เพื่อช่วยบำรุงสายตาและป้องกันโรคเกี่ยวกับตาไว้ก่อนเลย หรือถ้าใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับสายตาแล้ว ก็สามารถทานถั่วฝักยาว เพื่อช่วยบำรุงให้สายตากลับมาเป็นปกติได้นะคะ
6. ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
เพราะว่าในถั่วฝักยาวมีแคลเซียม ธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัสอยู่เยอะ เมื่อธาตุทั้งสามทำงานรวมกันก็ช่วยทำให้เส้นผม ฟัน และกระดูกของเราแข็งแรงขึ้นได้ ลดความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนสบาย ๆ เลยค่ะ
7. ป้องกันเบาหวาน
ถั่วฝักยาวมีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลที่ดีต่อสุขภาพ แถมยังมีไฟเบอร์เยอะ ซึ่งช่วยให้น้ำตาลย่อยช้าลง จึงสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี และช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้
8. บำรุงครรภ์
มีการศึกษาพบว่าการทานอาหารที่ประกอบไปด้วยโฟเลต หรือวิตามินบี 9 เยอะ ๆ สามารถลดความเสี่ยงภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (neural tube defect, NTD) ได้ถึง 26% เลยทีเดียว ซึ่งภาวะหลอดประสาทไม่ปิดนี้เป็นอันตรายกับลูกในท้องมากเลยนะคะ เพราะอาจทำให้เด็กพิการตั้งแต่กำเนิด ดั้งนั้นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือมีแผนจะตั้งครรภ์ควรรับประทานถั่วฝักยาวและอาหารที่มีโฟเลตบ่อย ๆ เพื่อช่วยให้ลูกน้อยลดความเสี่ยงโรคนี้และให้ได้รับสารอาหารอื่น ๆ เพื่อช่วยบำรุงครรภ์ค่ะ
9. ลดความเสี่ยงเป็นเกาต์
อาการเท้าบวมของโรคเกาต์นั้นมีสาเหตุมาจากการสะสมของกรดยูริกในข้อเท้าที่มากเกินไป ซึ่งจริง ๆ แล้วเราสามารถลดกรดยูริกและลดความเสี่ยงโรคเกาต์ได้ง่าย ๆ เพียงแค่ทานวิตามินซีให้มากขึ้น อ้างอิงจากการศึกษาที่พบว่าผู้ที่ทานวิตามินซีประมาณ 1,000-1,499 มิลลิกรัมเป็นประจำ สามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ได้ถึง 31% ฉะนั้นแค่เราทานผัก-ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ๆ อย่างเช่น ถั่วฝักยาวก็สามารถป้องกันโรคเกาต์ได้ง่าย ๆ แล้ว
10. มีสารต้านอนุมูลอิสระ
ในเมื่อถั่วฝักยาวเป็นผักที่มีวิตามินซีสูง จึงมีสารต้านอนุมูลอิสระมากไปด้วยค่ะ เพราะวิตามินซีก็คือสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง ซึ่งจะช่วยปกป้องเซลล์ร่างกายไม่ให้ถูกสารพิษ สารเคมี อนุมูลอิสระมาทำลาย พร้อมกับช่วยลดอาการอักเสบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย
11. บำรุงหัวใจให้แข็งแรง
ประโยชน์ดี ๆ ของถั่วฝักยาวยังไม่หมดค่ะ เพราะนอกจากสิ่งดี ๆ ข้างบนแล้ว ถั่วฝักยาวยังสามารถลดปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจได้ด้วย เพราะในถั่วฝักยาวอุดมไปสารอาหารมากมายที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และลดความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน และบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ห่างไกลโรคหัวใจแบบสบาย ๆ เลย
12. นำมาทำเป็นอาหารสัตว์
นอกเหนือจากประโยชน์ต่าง ๆ ข้างบนแล้ว ถั่วฝักยาวยังนำมาทำเป็นปุ๋ยพืช เพื่อบำรุงดินและควบคุมวัชพืช แถมยังนำเมล็ด ยอด และลำต้นมาทำเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย เพราะถั่วฝักยาวเป็นแหล่งที่มีโปรตีนสูงนั่นเองค่ะ
ข้อควรระวังในการทานถั่วฝักยาว
ถึงจะมีประโยชน์มากมายอย่างไร แต่หากทานถั่วฝักยาวแบบสด ๆ ดิบ ๆ หรือทานมากไปก็อาจทำให้ท้องอืดได้ เพราะในถั่วฝักยาวดิบจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และมีเทนอยู่มาก ซึ่งแก๊สพวกนี้ทำให้เกิดกรดเกินในกระเพาะอาหาร จนมีอาการท้องอืด แถมการทานถั่วฝักยาวดิบ ๆ ยังทำให้เราได้รับสารไกลโคโปรตีนเข้าไปเต็ม ๆ ซึ่งสารตัวนี้สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน และเวียนหัวได้ ส่วนใครที่เคี้ยวถั่วฝักยาวไม่ละเอียดแล้วกลืน ก็ต้องระวังว่าถั่วฝักยาวอาจจะไปอุดตันในกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะเป็นผักดิบที่ค่อนข้างเหนียวและแข็งค่ะ
เห็นแล้วใช่ไหมคะ ว่าถั่วฝักยาวที่เราทานนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสารอาหาร แถมให้ประโยชน์ครบถ้วน ถือเป็นผักที่ไม่ธรรมดาอีกหนึ่งชนิดเลย แต่อย่างไรก็และควรทานในปริมาณที่เหมาะสมด้วยนะคะ ไม่เช่นนั้นถั่วฝักยาวอาจให้โทษมากกว่าประโยชน์ก็เป็นได้
วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
เม็ดแมงลัก สมุนไพรเด็ด ช่วยให้หุ่นสวย สุขภาพดี
เม็ดแมงลัก ไม่ได้มี สรรพคุณ ในการลดน้ำหนักโดยตรง แต่หากต้องการตัวช่วยเพื่อควบคุมการรับประทานอาหาร และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น เม็ดแมง...
-
ปลากะพงจัดอยู่ในปลาน้ำจืด ที่มี คุณค่าทางอาหาร สูงกว่าปลาทั่วๆ ไป เนื่องจากปลาชนิดอื่นๆ จำนวน 100 กรัม จะให้โปรตีนอยู่ที่ 17-22 กรัม ในขณะท...
-
หากจะพูดถึงอาหารทะเลที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกันมากที่สุดคงหนีไม่พ้น "กุ้ง" (Shrimp) สุดยอดวัตถุดิบหลักที่มีประโยชน์ ซึ่งเมนูสร้างช...
-
“ชะอม ” จัดเป็น พืชสวนครัว ที่สามารถปลูกเป็นแนวกั้น มียอดอ่อนให้ตัดกินได้ทุกฤดูกาล เป็นรั้วธรรมชาติที่กินได้ และยังเป็นพืชปลอดสารพิษที่...

















